Close sites icon close

เว็บไซต์ของแต่ละประเทศ

Search form

ค้นหาในเว็บไซต์ของประเทศ

ข้อมูลประเทศ

เว็บไซต์ของแต่ละประเทศ

ผู้ลี้ภัย 7 ใน 10 คนต้องพลัดถิ่นยืดเยื้อยาวนาน ข้าหลวงใหญ่ UNHCR จึงเรียกร้องให้มีการตอกย้ำการขับเคลื่อนแนวทางแก้ไขปัญหา

ข่าวประชาสัมพันธ์

ผู้ลี้ภัย 7 ใน 10 คนต้องพลัดถิ่นยืดเยื้อยาวนาน ข้าหลวงใหญ่ UNHCR จึงเรียกร้องให้มีการตอกย้ำการขับเคลื่อนแนวทางแก้ไขปัญหา

12 มิถุนายน 2026 Also available in:
Afghanistan. UNHCR: Exhausted Afghan Families Return Through Torkham Border Amid Growing Challenges.

เจนีวา – นายบาร์ฮัม ซาลีห์ ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ได้เปิดตัวรายงาน “แนวโน้มโลก” (Global Trends) ซึ่งเป็นรายงานสำคัญประจำปีขององค์กร โดยรายงานเผยว่า จำนวนผู้พลัดถิ่นทั่วโลกได้ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวจะยังคงอยู่ในระดับที่น่าวิตกและไม่อาจยอมรับได้ก็ตาม

ในปี พ.ศ. 2568 มีผู้คนจำนวน 5.4 ล้านคนจำเป็นต้องหนีความรุนแรงและการประหัตประหารโดยเดินทางข้ามพรมแดนไปยังประเทศอื่น อย่างไรก็ตาม รายงานยังชี้ให้เห็นว่าการเดินทางกลับถิ่นฐานมีจำนวนเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยมีผู้พลัดถิ่นจำนวน 14.7 ล้านคนที่เดินทางกลับพื้นที่หรือประเทศต้นทางในปี พ.ศ. 2568 ประกอบด้วยผู้ลี้ภัยจำนวน 4.4 ล้านคน และผู้พลัดถิ่นภายในประเทศจำนวน 10.3 ล้านคน โดยเฉพาะในประเทศอัฟกานิสถาน ซูดาน และซีเรีย การเดินทางกลับประเทศต้นทางของผู้ลี้ภัยในปีดังกล่าวถือว่าสูงเป็นอันดับสอง นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลกว่า 60 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าการเดินทางกลับประเทศต้นทางที่มีจำนวนมากจะเกิดขึ้นภายใต้แรงกดดัน และเป็นการกลับไปยังสภาพแวดล้อมที่ยังคงมีความเปราะบางและไม่มั่นคงก็ตาม

โดยรวมแล้ว ในปี พ.ศ. 2568 จำนวนผู้ลี้ภัยทั่วโลกลดลงร้อยละ 3 เหลือ 41.6 ล้านคน ขณะที่มีพัฒนาการเชิงบวกคือ บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติเกือบ 46,000 คนใน 24 ประเทศได้รับสัญชาติในปีที่ผ่านมา

เนื่องจากผู้ลี้ภัยกว่าร้อยละ 70 ซึ่งมีจำนวนที่ต้องดำรงชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก และมีการลี้ภัยเป็นเวลานาน ซาลีห์จึงเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศสนับสนุนข้อริเริ่มใหม่เพื่อช่วยให้หลายล้านคนหลุดพ้นจากการพลัดถิ่นในระยะยาว และการพึ่งพาความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

“สำหรับผู้ลี้ภัยจำนวนมาก การพลัดถิ่นเริ่มต้นจากการเป็นทางรอดของชีวิต แต่กลับยืดเยื้อกลายเป็นสภาพที่ต้องเผชิญตลอดชีวิต” ซาลีห์กล่าว “ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมช่วยรักษาชีวิต แต่ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง และไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้ลี้ภัยสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้ เราจำเป็นต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ เพื่อสร้างความหวังและโอกาสใหม่ให้แก่ผู้ที่จำเป็นต้องหนีจากสงครามและการประหัตประหาร”

ซาลีห์ได้เสนอเป้าหมายที่ชัดเจนและสามารถวัดผลได้ คือการลดจำนวนผู้ลี้ภัยที่อยู่ในภาวะพลัดถิ่นระยะยาวและต้องพึ่งพาความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมลงมากกว่าครึ่งหนึ่งภายใน 10 ปีข้างหน้า เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนนับล้าน เป้าหมายดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่ประเทศรายได้ต่ำและปานกลางซึ่งเป็นประเทศที่รองรับผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ของโลก โดยจะดำเนินการผ่านการเพิ่มโอกาสในการเดินทางกลับโดยสมัครใจ การตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สาม การให้วีซ่าด้านมนุษยธรรม และการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาความช่วยเหลือแบบดั้งเดิมไปสู่การพึ่งพาตนเอง

ข้อริเริ่มนี้เรียกร้องให้รัฐบาล องค์กรด้านมนุษยธรรมและการพัฒนา ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมกันเพิ่มความพยายามในการเสริมสร้างศักยภาพให้ผู้ลี้ภัย ขณะเดียวกันก็ต้องคงไว้ซึ่งสิทธิในการขอลี้ภัยและการคุ้มครองระหว่างประเทศ ซึ่งมีความสำคัญยิ่ง ในขณะที่ปี พ.ศ. 2569 เป็นวาระครบรอบ 75 ปีของอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย

ซาลีห์ยังได้อธิบายแนวทางสู่การบรรลุเป้าหมายดังกล่าว โดยมุ่งให้ผู้ลี้ภัยมีรายได้จากการทำงานของตนเอง (ไม่นับรวมความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม) อย่างน้อยให้อยู่ในเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประเทศที่อาศัยอยู่

การเดินทางกลับโดยสมัครใจจะต้องเป็นทางออกหลัก โดยหากความขัดแย้งสำคัญของโลกเพียงไม่กี่แห่งได้รับการแก้ไข ก็จะช่วยให้ผู้ลี้ภัยอีกหลายล้านคนสามารถเดินทางกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี

อีกหนึ่งเสาหลักสำคัญคือการเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยเข้าถึงระบบบริการของประเทศที่อาศัยอยู่ ทั้งด้านการศึกษา การสาธารณสุข บริการทางการเงิน และตลาดแรงงาน เพื่อให้สามารถสร้างรายได้และมีส่วนร่วมต่อเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมากจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนประเทศที่มอบที่พักพิงซึ่งกำลังเผชิญภาระอย่างหนัก

ท้ายนี้ ยังจำเป็นต้องเพิ่มทางออกสำหรับผู้ลี้ภัยในต่างประเทศอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งถิ่นฐานใหม่สำหรับผู้ที่มีความเปราะบางสูงสุด การรวมกลุ่มของครอบครัว และการเปิดโอกาสเข้าถึงใบอนุญาตทำงานและทุนการศึกษา ทั้งนี้ ช่องว่างระหว่างจำนวนสถานที่รองรับกับความต้องการยังคงมีปริมาณมหาศาลและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2568 จำนวนผู้ที่เดินทางผ่านโครงการตั้งถิ่นฐานใหม่หรือช่องทางการอุปถัมภ์ลดลงมากกว่าครึ่ง เหลือเพียง 81,800 คน

“การขอลี้ภัยและการคุ้มครองเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตผู้คน และไม่ควรถูกนำมาเป็นประเด็นที่นำมาถกเถียง แต่เราไม่อาจยอมรับอนาคตที่ผู้ลี้ภัยหลายล้านคนยังคงติดอยู่ในภาวะพลัดถิ่นเป็นเวลาหลายปีหรือหลายทศวรรษ โดยไม่มีโอกาสในการสร้างชีวิตใหม่” ซาลีห์กล่าว “ขณะนี้เรามีเป้าหมายที่ทะเยอะทะยาน เป็นไปได้จริง และสามารถวัดผลได้ เพื่อส่งเสริมการพึ่งพาตนเองและเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนให้ดีขึ้น UNHCR จะระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ และมอบทางออกให้หลุดพ้นจากภาวะพลัดถิ่นที่ยืดเยื้อสำหรับผู้คนนับล้าน”

หมายเหตุถึงบรรณาธิการ

รายงาน Global Trends ระบุว่า มากกว่าร้อยละ 70 ของผู้ลี้ภัยและผู้ที่ต้องการการคุ้มครองระหว่างประเทศทั่วโลกมาจาก 6ประเทศ ได้แก่ อัฟกานิสถาน สาธารณรัฐเซาท์ซูดาน ซูดาน ซีเรีย ยูเครน และเวเนซุเอลา

ประเทศที่รองรับผู้ลี้ภัยและผู้ที่ต้องการการคุ้มครองระหว่างประเทศมากที่สุดในปี พ.ศ. 2568 ได้แก่: โคลอมเบีย 2.8 ล้านคน, เยอรมนี 2.7 ล้านคน, ตุรกี 2.4 ล้านคน, สาธารณรัฐอูกันดา 1.9 ล้านคน, อิหร่าน 1.7 ล้านคน, สาธารณรัฐชาด 1.5 ล้านคน, ปากีสถาน 1.3 ล้านคน

ข้อมูลจากศูนย์ติดตามการพลัดถิ่นภายในประเทศ (IDMC) ระบุว่า ปลายปี พ.ศ. 2568 มีผู้พลัดถิ่นภายในประเทศจากความขัดแย้งและความรุนแรงประมาณ 68.6 ล้านคน ลดลงร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับภายในปี พ.ศ. 2567 โดยประเทศซูดานยังคงเป็นวิกฤตการพลัดถิ่นภายในประเทศที่ใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยจำนวนผู้พลัดถิ่นภายในประเทศจำนวน 9.1 ล้านคน ขณะเดียวกัน สงครามในตะวันออกกลางซึ่งเริ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ส่งผลให้มีผู้พลัดถิ่นภายในประเทศประมาณ 1 ล้านคนในเลบานอนภายในกลางเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 และมีผู้คนราว 3.2 ล้านคนต้องพลัดถิ่นชั่วคราวในอิหร่าน

สิ้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569

นอกจากนี้ ยังมีการประเมินว่า ภายในสิ้นปี พ.ศ. 2568 มีบุคคลไร้สัญชาติทั่วโลกประมาณ 4.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3

เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา